วันเสาร์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2554

คำถามท้ายบท

ข้อที่ 1
                บล็อก คือ สื่อใหม่ (New Media) เป็นปรากฎการณ์ที่เปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารในอดีตอย่างสิ้นเชิง คนเขียนบล็อก สามารถทำหน้าที่เป็นสื่อด้วยตัวเอง ไม่ต้องพึ่งสื่อสารมวลชน เขาสามารถสื่อสารกันเองในกลุ่มเล็กๆ หรือกลุ่มใหญ่ก็ได้ ถ้าเรื่องไหน เป็นที่ถูกใจ ของชาวบล็อก ชาวเน็ต คนๆ นั้น อาจจะดังได้เพียงชั่วข้ามคืน โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยสื่อหลักช่วยเลย ซึ่งบล็อกมาจากการผสมคำระหว่าง  WEB ( Wolrd Wide Web) +LOG (บันทึก)  = BLOG  คือ เว็บไซต์ที่เจ้าของ หรือ Blogger สามารถบันทึกเรื่องราวของตนเองลงในเว็บได้ตลอดเวลา

ข้อที่ 2
              Blog จะ blog จะสะท้อนความเป็นตัวตนของผู้สร้าง blog ใช้ภาษาที่ง่ายๆสบายๆ ซึ่งจะประกอบด้วย ข้อมูลเจ้าของบล็อก รูปภาพ และก็จะมี Guestbook ให้ผู้เยี่ยมชมลงความเห็นต่างๆได้  และblogเว็บไซด์ส่วนตัว (ซึ่งใครๆก็มีได้ และมีรูปแบบมาตรฐานคล้ายๆกัน) โดยมากแล้วปัจจุบันนี้ มีผู้ให้บริการมากมาย ที่ชื่อดังๆเลย รู้กันทั่วเลยคือ Hi5 , Facebook, Bloggang, Exteen               web จะเป็นลักษณะที่คุณสามารถปรับปรุง และตกแต่ง Content (ข้อมูลต่างๆในเว็บ) ได้ด้วยตัวเอง อย่างเช่น คุณอยากให้มุมขวาบนแสดงส่วนของโฆษณา มุมขวาล่างเอาไว้แสดงรูปภาพสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ และอื่นๆอีก ซึ่งลักษณะของเว็บไซด์นี้ ผู้ที่จะทำได้จะต้อง มีความรู้ที่จะเขียนเว็บไซด์เป็น เช่นภาษา HTML หรือเขียนเว็บโปรแกรมมิ่ง (Dynamic Web) อย่างเช่น PHP, ASP, JSP ต้องใช้ภาษาที่สุภาพ

ข้อที่ 3
              1.ชื่อบล็อก (Blog Title) ส่วนของ Blog Title นี้ก็จะเป็นชื่อของบล็อกนั้น ๆ
              2.วันที่และเวลา (
Date & Time Stamp)
เป็นวันที่ และมีเวลากำกับอยู่ด้วยตัววันที่และเวลานี้ จะเป็นตัวบอกว่าบทความในบล็อกนั้นเขียนขึ้นมาเมื่อไห ร่
              3.ชื่อบทความ (
Entry Title)
ชื่อเรื่องของบทความที่เขียนในบล็อก
              4.ตัวเนื้อหาบทความ (
Entry’s Main Body)
อาจเป็นตัวหนังสือ หรืออาจเป็นรูปภาพ วีดีโอ หรือแอนิเมชั่น โดยส่วนประกอบ เหล่านี้จะรวมเป็นเนื้อหาของบทความ
              5.คอมเม้นต์ (
Comment tag)
เป็นลิงค์ที่ให้ผู้อ่านคลิกไปเพื่อกรอก คอมเม้นต์ให้กับบล็อกนั้น ๆ หรืออ่าน คอมเม้นต์ที่มีคนเขียนคอมเม้นต์เข้ามา
              6.ปฏิทิน (
Calendar)บล็อกบางแห่งอาจมีปฏิทินอยู่ด้วยโดยใน ปฏิทินนั้นสามารถคลิกตามวันที่เพื่ออ่าน บทความของวันที่นั้น ๆ ได้สะดวก

              7.บทความย้อนหลัง (Archives)บทความเก่า หรือบทความย้อนหลังอาจมี การจัดเตรียมไว้โดยเจ้าของบล็อกโดยบล็อก แต่ละแห่งอาจจัดเรียงบทความย้อนหลังไม่ เหมือนกันเช่นจัดเรียงรายเดือน รายสัปดาห์ หรือจะ list บทความทั้งหมดออกมาเลยก็ได้
ข้อที่ 4
               1. คลิกที่ >>> Blog หรือไปที่ http://www.blogger.com/  เพื่อสมัครสมาชิกใหม่
2.คลิกที่ >>> สร้างเว็บบล็อกของท่านเดี๋ยวนี้ จะปรากฎดังรูปด้านล่าง
3.ให้ใส่รายละเอียดดังรูป
                    -ที่อยู่อีเมล : (จากที่ท่านได้สมัคร Gmail มาแล้วก่อนหน้านี้)
                    -Enter Password : (ใส่รหัสผ่าน)
                    -พิมพ์รหัสผ่านอีกครั้ง
                    -Displya name (ตั้งชื่อที่จะให้แสดงตอนโพสเว็บบล็อก)
                  -พิมพ์ตามอักษรที่ปรากฎให้ถูกต้อง
                    -คลิกดำเนินต่อไป
4. จากนั้นให้ตั้งชื่อ เว็บบล็อกของท่าน
คลิกที่ตรวจสอบ เพื่อตรวจเช็คดูว่า มีใครใช้ชื่อนี้ไปหรือยัง ถ้ามีแล้วระบบจะแจ้งเตือนว่าใช้ไม่ได้ และจะมีตัวเลือกให้เราโดยอัตโนมัต ถ้าชอบใจตัวไหน ก็คลิกที่ชื่อด้านล่างตัวนั้นได้ แต่ถ้าต้องการชื่ออื่นอีกก็ตรวจสอบจนกว่าจะได้ชื่อที่คุณพอใจ
เมื่อได้ชื่อตามที่ต้องการแล้ว คลิกที่ ดำเนินต่อไป
 5. จากนั้นจะเข้าสู่การเลือกแม่แบบว่า เราต้องการเว็บบล็อกรูปแบบไหน มีให้เลือกมากมายตามต้องการ

ข้อที่ 5
                โปรแกรม blogger / รูปภาพภาพถ่าย / wallpaper
ข้อที่ 6
สมัครสมาชิกโดย ให้เปิดโปรแกรมเว็บบราวเซอร์ (Web Browser) โดยพิมพ์ URL ของ Blogger คือ http://www.blogger.com/ เพื่อเข้าไปสมัครสมาชิก (Register)มีขั้นตอนดังนี้
                1.ที่อยู่อีเมลล์ จะใช้ที่อยู่นี้เพื่อเข้าสู่ระบบ Blogger และบริการอื่นๆของ Google
                2.พิมพ์อีเมลล์อีกครั้ง เพื่อยืนยันความถูกต้องของอีเมลล์

                3.ป้อนรหัสผ่าน ต้องมีความยาวอย่างน้อย 8 ตัว
                4.พิมพ์รหัสผ่านอีกครั้ง เพื่อยืนยันความถูกต้องของรหัสผ่าน
                5.ชื่อที่แสดง ใช้เพื่อการลงนามในการบันทึกในบล็อก
                6. การรับรองความถูกต้องของคา ให้พิมพ์อักขระตามที่เห็น
                7. การยอมรับข้อตกลง แล้วก็กดปุ่ม"ทำต่อ"
ข้อที่ 7
                1.  เป็นสื่อที่ใช้ในการแสดงความคิดเห็น ความรู้สึกของผู้เขียนเกี่ยวกับเรื่องต่างๆ เพื่อเสนอให้ผู้คน สาธารณะได้รับรู้
                2.  เป็นเครื่องมือช่วยในด้ารธุรกิจ เช่น การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ การเสนอข่าวสารความเคลื่อนไหวขององค์กร การเสนอตัวอย่างสินค้า การขายสินค้า และการทำการตลาดออนไลน์ เป็นต้น
                3.  ทำให้ทันต่อเหตุการณ์ในโลกปัจจุบัน เพราะข่าวสารความรู้ มาจากผู้คนมากมาย(ทั่วโลก) และมักจะเปลี่ยนแปลงได้ทันกับเหตุการณ์ปัจจุบันเสมอ

RSS คืออะไร

               RSS หรือ Really Simple Syndication เป็นบริการใหม่บนเว็บไซต์ภาษา XML ใช้สำหรับดึงข่าวจากเว็บต่างๆ มาแสดงบนหน้าเว็บเพจ โดยนำมาเฉพาะหัวข้อข่าว เมื่อผู้ใช้คลิกลิงค์ก็จะแสดงรายละเอียดข่าวในเว็บต้นฉบับนั้นๆ โดยที่หัวข้อข่าวจะอัปเดทตามเว็บต้นทาง ซึ่งการดึงหัวข้อข่าวไปแสดงนั้นจะมีส่วนประกอบทั้งหมดสามส่วนคือส่วนผู้ให้บริการดึงข่าว และส่วนผู้สร้างเว็บไซต์ใช้ทั่วไปที่ต้องการดึงข่าวไปแสดง และส่วนผู้ใช้ทั่วไป

               RSS ช่วยลดข้อจำกัดในการคัดลอกข้อมูลในเว็บไซต์โดยเฉพาะกรณีการละเมิดลิขสิทธิ์ ขณะที่ผู้สร้างไม่ต้องเสียเวลาทำหน้าเพจแสดงข่าว ซึ่งต้องทำทุกครั้งเมื่อต้องการเพิ่มข่าว โดย RSS จะดึงข่าวมาอัตโนมัติ ทำให้ข้อมูลบนเว็บไซต์เป็นศูนย์กลางมากขึ้น

               ปัจจุบัน RSS ถูกนำมาประยุกต์ใช้เป็นรูปแบบกลางในการบริการข้อมูลทางธุรกิจ และมีการแข่งขันกันสูง โดยเฉพาะธุรกิจที่มีการแชร์ข้อมูล เช่นเว็บไซต์ข่าว เว็บล็อก ซึ่งจะมีการแสดงข้อมูลบนหน้าต่างพรีวิวแยกต่างหากเพื่อให้ผู้ใช้ไม่สับสน รวมถึงสามารถสืบค้นข้อมูลได้

               จุดเด่นของ RSS คือผู้ใช้จะไม่จำเป็นต้องเข้าไปตามเว็บไซต์ต่างๆเพื่อดูว่ามีข้อมูลอัปเดทใหม่หรือไม่ ขณะที่เว็บไซต์แต่ละแห่งอาจมีระยะความถี่ในการอัปเดทไม่เท่ากัน บางครั้งผู้ใช้ยังอาจหลงลืมจนเข้าไปดูเนื้อหาอัปเดทใหม่บนเว็บไม่ครบถ้วน รูปแบบ RSS จะช่วยให้ผู้สามารถรับข่าวสารอัปเดทใหม่ได้โดยไม่ต้องเข้าไปดูทุกครั้งให้เสียเวลา ได้ประโยชน์ทั้งฝ่ายผู้บริโภคและฝ่ายเจ้าของเว็บไซต์


RSS 2.0 Template (ตัวอย่างรูปแบบ RSS เวอร์ชั่น 2.0)
<rss version=”2.0”>
<channel>
<title>The Name of the Feed</title>
<link>http://www. put_website_url_here.com</link>
<description>Feed Description.</description>
<language>en-us</language>
<copyright>Copyright notice</copyright>
<pubDate>Tue, 30 Nov 2004 13:43:03 CST</pubDate>
<lastBuildDate>Tue, 7 Dec 2004 09:41:01 CST</lastBuildDate>
<managingEditor>you@domain.com</managingEditor>
<webMaster>webmaster@domain.com</webMaster>

ตัวอย่าง RSS

** ประวัติส่วนตัว **


ชื่อ : นางสาวกมลมาศ  หมีปาน
คณะ : การจัดการและการท่องเที่ยว  ชั้นปีที่ 1
กำลังศึกษาที่ : มหาวิทยาลัยบูรพา
วันเกิด : 06 / 06 /2534
ที่อยู่ : 135 ซอยสุทธิพงษ์ 1/5 ถนนสุทธิสาร แขวงดินแดง เขตดินแดง กทม. 10400
งานอดิเรก : อ่านนิยาย และเล่นกีฬา
สีที่ชอบ : สีส้ม
ศิลปินที่ชื่นชอบ : แดน วรเวช ดานุวงศ์
อาหารจานโปรด : สเต็ก
สัตว์เลี้ยงที่ชอบ : สุนัข ปลา หนูแฮมเตอร์
ฤดูที่ชื่นชอบ : ฤดูหนาว
ประเทศที่อยากไป : เกาหลี

แม่คะนิ้ง คืออะไร แม่คะนิ้ง เกิดขึ้นได้อย่างไร?


แม่คะนิ้ง 
 แม่คะนิ้ง เป็นคำจากทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาษาพื้นเมืองทางภาคเหนือเรียกว่า เหมยขาบ คือผลึกน้ำแข็งที่เกิดขึ้นเนื่องจาก ไอน้ำในอากาศใกล้ผิวดินลดอุณหภูมิลงถึงอุณหภูมิจุดน้ำค้าง แล้วกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ ต่อจากนั้นอุณหภูมิยังคงลดต่อไปอีก จนต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง ทำให้น้ำค้างแข็งตัว กลายเป็นน้ำค้างแข็ง ซึ่งจะทำความเสียหายแก่พืชไร่และผักต่าง ๆ เช่น ข้าวที่กำลังออกรวงก็จะมีเมล็ดลีบ พืชไร่จะชะงักการเจริญเติบโต พืชผักใบจะหงิกงอ ไหม้เกรียม กล้วย มะพร้าวและทุเรียนใบจะแห้งร่วง ถ้าเกิดติดต่อกันหลายวัน ก็จะทำความเสียหายแก่พืชที่ปลูกได้มากขึ้น น้ำค้างแข็ง ในเมืองไทยสามารถพบเห็นได้ตามบริเวณยอดดอยในภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นบริเวณที่มีอากาศหนาวจัด ส่วนมากจะเกิดในช่วงปลายเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม
 
ฤดูหนาวในบ้านเราที่ช่วงต้นฤดู ในกรุงเทพฯอากาศค่อนข้างร้อน แต่เผลอแผล็บเดียว อากาศกลับตาลปัตรมาหนาวมั่กๆ ส่งผลให้ทางเหนือและอีสาน อากาศหนาวเย็นยะเยือกจนเกิดปรากฏการณ์น้ำค้างแข็งขึ้นหรือแม่คะนิ้งในหลายพื้นที่
      
                สำหรับน้ำค้างแข็ง หรือ “แม่คะนิ้ง”ในภาษาอีสาน และ“เหมยขาบ”ในภาษาพื้นเมืองเหนือ จะเกิดขึ้นจากไอน้ำในอากาศที่ใกล้ๆกับพื้นผิวดินลดอุณหภูมิลงจนถึงจุดน้ำค้าง จากนั้นก็จะกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ โดยอุณหภูมิยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง ไปจนถึงจุดต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง น้ำค้างก็จะเกิดการแข็งตัวกลายเป็นน้ำค้างแข็ง เกาะอวดโฉมตามยอดไม้ใบหญ้า
      
                ทั้งนี้การเกิดแม่คะนิ้ง ไม่ใช่พอหนาวแล้วก็จะเกิดกันได้ง่ายๆ แต่แม่คะนิ้งจะเกิดก็ต่อเมื่อมีอากาศหนาวจัดจนน้ำค้างยอดหญ้าหรือยอดไม้แข็งตัว ในอุณหภูมิประมาณศูนย์องศาเซลเซียสหรือติดลบเล็กน้อย
      
                อนึ่งการเกิดแม่คะนิ้งนี้ มันอาจจะน่าสนใจสำหรับใครหลายๆคน เพราะว่ามันช่างแสดงถึงความหนาวเย็น เป็นเกล็ด ดูน่ามอง แต่ว่าจริงๆแล้ว การเกิดแม่คะนิ้งถือว่าสร้างความเสียหายให้แก่ พืชผักต่างๆเป็นจำนวนมาก โดยจะทำให้ข้าวที่กำลังออกรวงมีเมล็ดลีบ ส่วนพืชไร่ก็จะชะงักการเจริญเติบโต พืชผักก็จะมีใบหงิกงอ ไหม้เกรียม ส่วน ผลไม้อย่างกล้วย ทุเรียน มะพร้าวก็จะมีใบแห้ง และร่วงลงในที่สุด ซึ่งหากแม่คะนิ้งเกิดติดต่อกันยาวนาน ถือว่าชาวนา ชาวไร่ ชาวสวนเดือดร้อนแน่นอน
      
                  ใครที่อยากชมแม่คะนิ้ง ในเมืองไทยปีไหนที่หนาวมากๆ ก็สามารถลุยความหนาวขึ้นไปดูได้ตามยอดดอยในภาคเหนือ และภาคอีสาน เนื่องจากเป็นที่ที่มีอากาศเย็นจัด โดยที่มีคนเห็นกันบ่อยๆก็ที่ ดอยอินทนนท์ ดอยอ่างขาง จ.เชียงใหม่ และที่ ภูเรือ จ.เลย
      
                หนาวนี้ใครที่อยากชมแม่คะนิ้งก็สามารถขึ้นเหนือหรือไปอีสานในบริเวณที่หนาวมากๆเพื่อรอลุ้นกับปรากฏการณ์แม่คะนิ้งกันได้ แต่ยังไงก็ต้องทำใจเอาไว้บ้าง ว่า บางทีอากาศอาจเปลี่ยนเป็นไม่หนาวเหมือนเดิมทำให้หมดลุ้นกับการรอชมแม่คะนิ้ง เพราะปีนี้...อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย